ระบบ Conventional Fire Alarm คืออะไร?
ระบบ Conventional คือระบบที่แบ่งพื้นที่อาคารออกเป็น โซน (Zone) อุปกรณ์ตรวจจับหลายตัวในพื้นที่เดียวกันจะต่ออยู่บนวงจรเดียวกัน เมื่ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงาน ตู้ควบคุมจะแสดงว่า “เกิดเหตุที่โซนไหน” แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นอุปกรณ์ตัวใด
ปลายวงจรของแต่ละโซนจะมีตัวต้านทาน (End of Line) ที่ช่วยให้ตู้ตรวจจับได้ว่าสายขาดหรือไม่ หากวงจรมีปัญหา ตู้จะแสดงสถานะ Trouble ของโซนนั้น
- ข้อดี – ราคาอุปกรณ์และตู้ควบคุมต่ำกว่า ใช้งานและดูแลไม่ซับซ้อน เหมาะกับอาคารที่มีโซนไม่มาก
- ข้อจำกัด – ระบุตำแหน่งได้แค่ระดับโซน ต้องเดินค้นหาจุดเกิดเหตุในโซนนั้นเอง และในอาคารใหญ่ต้องเดินสายแยกหลายวงจร
ระบบ Addressable Fire Alarm คืออะไร?
ระบบ Addressable กำหนดให้อุปกรณ์ทุกตัวมี ที่อยู่ (Address) เฉพาะของตัวเอง อุปกรณ์จำนวนมากต่ออยู่บนสายวงจรเดียวกันที่เรียกว่า Loop และสื่อสารกับตู้ควบคุมตลอดเวลา เมื่อเกิดเหตุ ตู้จะแสดงชื่อและตำแหน่งของอุปกรณ์ตัวที่ทำงานได้ทันที เช่น “ชั้น 3 ห้องประชุม A”
- ข้อดี – ระบุตำแหน่งได้แม่นยำ ตอบสนองต่อเหตุได้เร็ว หาจุดเสียได้ง่าย ตั้งค่าการสั่งงานระบบอื่นได้ละเอียด และขยายระบบในอนาคตได้สะดวก
- ข้อจำกัด – ราคาอุปกรณ์ต่อชิ้นสูงกว่า และต้องใช้ผู้ติดตั้งที่มีความชำนาญในการตั้งค่าโปรแกรมตู้ควบคุม
ตู้ Addressable หลายรุ่นรองรับอุปกรณ์แยกวงจรลัด (Isolator) ซึ่งช่วยไม่ให้สายช็อตจุดเดียวทำให้อุปกรณ์ทั้ง Loop หยุดทำงาน
ตารางเปรียบเทียบ Conventional กับ Addressable
| หัวข้อ | Conventional | Addressable |
|---|---|---|
| การระบุตำแหน่งเหตุ | ระดับโซน | ระดับอุปกรณ์แต่ละตัว |
| การเดินสาย | แยกวงจรตามจำนวนโซน | อุปกรณ์หลายตัวอยู่บน Loop เดียวกัน |
| ต้นทุนเริ่มต้น | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| การหาจุดเสียและบำรุงรักษา | ต้องไล่ตรวจทั้งโซน | ตู้แจ้งอุปกรณ์ที่มีปัญหาได้ตรงตัว |
| การขยายระบบ | ทำได้ แต่จำกัดตามจำนวนโซนของตู้ | ยืดหยุ่นกว่า เพิ่มอุปกรณ์บน Loop ได้ |
| ขนาดอาคารที่เหมาะสม | อาคารขนาดเล็ก เช่น อาคารพาณิชย์ สำนักงานขนาดเล็ก | อาคารขนาดกลางถึงใหญ่ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงงาน |
อาคารแบบไหนควรเลือกระบบไหน?
เลือก Conventional เมื่อ
- อาคารมีพื้นที่ไม่ใหญ่และแบ่งโซนได้ไม่กี่โซน เช่น อาคารพาณิชย์ ร้านค้า สำนักงานขนาดเล็ก โกดังขนาดเล็ก
- งบประมาณเริ่มต้นจำกัด และการค้นหาจุดเกิดเหตุภายในโซนทำได้ไม่ยาก
เลือก Addressable เมื่อ
- อาคารมีหลายชั้นหรือหลายห้อง เช่น โรงแรม โรงพยาบาล อาคารสำนักงานสูง ห้างสรรพสินค้า โรงงานขนาดใหญ่
- ต้องการระบุตำแหน่งเหตุได้ทันที ลดเวลาการค้นหาและการอพยพที่ไม่จำเป็น
- ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่นจำนวนมาก เช่น ลิฟต์ พัดลมอัดอากาศ ประตูทางหนีไฟ หรือระบบบริหารอาคาร
- มีแผนขยายอาคารหรือเพิ่มพื้นที่ในอนาคต
ข้อควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อระบบ
- มาตรฐานของอุปกรณ์ – ควรเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรอง เช่น UL หรือ FM อ่านเพิ่มเติมได้ที่ มาตรฐาน UL, FM และ NFPA 72
- ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ – อุปกรณ์ Addressable มักใช้ได้เฉพาะกับตู้ควบคุมของผู้ผลิตเดียวกัน
- อะไหล่และการบริการหลังการขาย – เลือกยี่ห้อที่หาอะไหล่ได้ง่ายและมีทีมบริการในประเทศ
- ความชำนาญของผู้ติดตั้ง – โดยเฉพาะระบบ Addressable ที่ต้องตั้งค่าโปรแกรมและทดสอบอย่างละเอียด
Safety Fire จำหน่ายและให้บริการอุปกรณ์จากแบรนด์มาตรฐานสากล เช่น Notifier by Honeywell, Hochiki, Edwards และ System Sensor ดูรายการได้ที่ สินค้าและบริการ
สรุป
ถ้าอาคารเล็กและงบจำกัด ระบบ Conventional ตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าอาคารมีขนาดกลางขึ้นไป ต้องการความแม่นยำในการระบุตำแหน่งและการดูแลระยะยาว ระบบ Addressable คุ้มค่ากว่า ทั้งนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญสำรวจหน้างานก่อนตัดสินใจ อ่านต่อได้ที่ ราคาติดตั้งระบบ Fire Alarm ขึ้นอยู่กับอะไร