ภาพรวม 7 ขั้นตอนการทำระบบ Fire Alarm
- สำรวจหน้างานและเก็บความต้องการ
- ออกแบบระบบและจัดทำแบบ
- เลือกอุปกรณ์และจัดทำใบเสนอราคา (BOQ)
- เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์
- ตั้งค่าและโปรแกรมตู้ควบคุม
- ทดสอบระบบ (Testing & Commissioning)
- ส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้
ขั้นตอนที่ 1: สำรวจหน้างานและเก็บความต้องการ
ทีมงานจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลที่มีผลต่อการออกแบบ เช่น ประเภทการใช้งานอาคาร จำนวนชั้นและพื้นที่ ความสูงฝ้า ลักษณะของแต่ละห้อง (ห้องครัว ห้องเครื่อง โกดัง ฯลฯ) ระบบเดิมที่มีอยู่ และข้อกำหนดของเจ้าของอาคารหรือโครงการ ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้เลือกชนิดระบบและอุปกรณ์ได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบระบบและจัดทำแบบ
- เลือกชนิดระบบ Conventional หรือ Addressable ให้เหมาะกับขนาดอาคาร
- กำหนดตำแหน่งและระยะห่างของอุปกรณ์ตรวจจับตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิต
- วางตำแหน่งปุ่มกดแจ้งเหตุใกล้ทางออก และอุปกรณ์แจ้งเตือนให้ได้ยินหรือมองเห็นได้ทั่วพื้นที่
- แบ่งโซนหรือ Loop กำหนดตำแหน่งตู้ควบคุม และแนวเดินสาย
- คำนวณขนาดแบตเตอรี่สำรอง และกำหนดการเชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น Sprinkler ลิฟต์ พัดลมอัดอากาศ
ผลลัพธ์ของขั้นตอนนี้คือแบบสำหรับติดตั้ง (Shop Drawing) ที่ใช้เป็นแนวทางทำงานจริง
ขั้นตอนที่ 3: เลือกอุปกรณ์และจัดทำใบเสนอราคา (BOQ)
ใบเสนอราคาที่ดีควรแจกแจงยี่ห้อ รุ่น จำนวน และราคาของอุปกรณ์แต่ละรายการ รวมถึงค่าแรง งานเดินสาย งานทดสอบ และเอกสารส่งมอบ อุปกรณ์ควรได้มาตรฐาน เช่น UL หรือ FM (อ่านเพิ่มเติมที่ มาตรฐาน UL, FM และ NFPA 72) และต้องเข้ากันได้กับตู้ควบคุมที่เลือก
ขั้นตอนที่ 4: เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์
- เดินท่อและสายตามแบบ ใช้ชนิดสายตามที่ผู้ออกแบบกำหนด เช่น สายทนไฟ (Fire Resistant Cable) สำหรับวงจรที่ต้องทำงานต่อเนื่องระหว่างเกิดเหตุ
- ติดตั้งฐานและหัวตรวจจับ ปุ่มกดแจ้งเหตุ อุปกรณ์แจ้งเตือน และตู้ควบคุม
- ต่อสายและทำเครื่องหมายระบุสายทุกเส้น เพื่อให้บำรุงรักษาได้ง่ายในอนาคต
- ในอาคารที่เปิดใช้งานอยู่ ควรวางแผนแบ่งพื้นที่และควบคุมฝุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคาร
ขั้นตอนที่ 5: ตั้งค่าและโปรแกรมตู้ควบคุม
สำหรับระบบ Addressable ต้องกำหนดที่อยู่ให้อุปกรณ์ทุกตัว ตั้งชื่อตำแหน่งให้อ่านเข้าใจง่าย เช่น “ชั้น 2 ห้องเก็บเอกสาร” และกำหนดการสั่งงาน (Cause and Effect) เช่น เมื่อเกิดเหตุที่ชั้นใดให้สั่งพัดลมหยุดทำงานหรือสั่งลิฟต์ลงชั้นที่กำหนด
ขั้นตอนที่ 6: ทดสอบระบบ (Testing & Commissioning)
- ทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับและปุ่มกดแจ้งเหตุ ทุกจุด ว่าส่งสัญญาณและตู้แสดงตำแหน่งถูกต้อง
- ตรวจว่าเสียงเตือนดังเพียงพอและไฟกะพริบมองเห็นได้ในทุกพื้นที่
- จำลองความผิดปกติ เช่น สายขาด หรือไฟหลักดับ เพื่อตรวจว่าตู้แจ้ง Trouble และสลับไปใช้แบตเตอรี่สำรองได้
- ทดสอบการสั่งงานระบบที่เชื่อมต่อทั้งหมด และบันทึกผลการทดสอบทุกรายการ
ขั้นตอนที่ 7: ส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้
- แบบติดตั้งจริง (As-built Drawing) และรายงานผลการทดสอบ
- คู่มือการใช้งานตู้ควบคุมและเอกสารรับประกัน
- อบรมเจ้าหน้าที่อาคารให้อ่านสถานะตู้ และใช้ปุ่มรับทราบ ปิดเสียง และรีเซ็ตได้อย่างถูกต้อง
- แผนการบำรุงรักษาตามรอบ อ่านแนวทางได้ที่ เช็กลิสต์บำรุงรักษาระบบ Fire Alarm
เจ้าของอาคารควรเตรียมอะไรบ้าง?
- แบบแปลนอาคาร (ถ้ามี) และข้อมูลการใช้งานของแต่ละพื้นที่
- ข้อกำหนดของโครงการ เช่น มาตรฐานหรือยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต้องการ
- ช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้ และผู้ประสานงานฝั่งอาคาร
- ข้อมูลระบบอื่นที่ต้องเชื่อมต่อ เช่น ลิฟต์ ระบบปรับอากาศ หรือระบบดับเพลิง
สรุป
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่เชื่อถือได้เกิดจากกระบวนการที่ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง ทดสอบ จนถึงส่งมอบ Safety Fire รับออกแบบ ติดตั้ง และวางระบบ Fire Alarm โดยทีมงานประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ดูตัวอย่างงานได้ที่ ผลงานโครงการ หรือติดต่อทีมงานเพื่อนัดสำรวจหน้างาน