ออกแบบและติดตั้ง

ขั้นตอนออกแบบและติดตั้งระบบ Fire Alarm ตั้งแต่สำรวจหน้างานจนส่งมอบ

อธิบาย 7 ขั้นตอนการทำระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ตั้งแต่สำรวจหน้างาน ออกแบบ เลือกอุปกรณ์ เดินสายและติดตั้ง ตั้งค่าตู้ควบคุม ทดสอบระบบ จนถึงส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้

  • อัปเดต 22 กันยายน 2569
  • อ่าน 4 นาที
  • ทีมงาน Safety Fire
ช่างติดตั้งอุปกรณ์ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้บนฝ้าเพดาน
คำตอบสั้นๆ

งานติดตั้งระบบ Fire Alarm ที่ดีมี 7 ขั้นตอน คือ สำรวจหน้างาน ออกแบบระบบและจัดทำแบบ เลือกอุปกรณ์และเสนอราคา เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ ตั้งค่าโปรแกรมตู้ควบคุม ทดสอบการทำงานทุกจุด และส่งมอบงานพร้อมอบรมการใช้งาน การข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอาจทำให้ระบบแจ้งเหตุผิดพลาดหรือตรวจรับไม่ผ่าน

ประเด็นสำคัญ

  • การสำรวจหน้างานและออกแบบที่ถูกต้องเป็นรากฐานของระบบที่เชื่อถือได้
  • ใบเสนอราคาควรแจกแจงยี่ห้อ รุ่น และจำนวนอุปกรณ์ชัดเจน (BOQ)
  • อุปกรณ์ทุกจุดต้องผ่านการทดสอบจริงก่อนส่งมอบ
  • เอกสารส่งมอบควรมีแบบติดตั้งจริง (As-built) ผลการทดสอบ และคู่มือการใช้งาน
สารบัญ
  1. ภาพรวม 7 ขั้นตอนการทำระบบ Fire Alarm
  2. ขั้นตอนที่ 1: สำรวจหน้างานและเก็บความต้องการ
  3. ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบระบบและจัดทำแบบ
  4. ขั้นตอนที่ 3: เลือกอุปกรณ์และจัดทำใบเสนอราคา (BOQ)
  5. ขั้นตอนที่ 4: เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์
  6. ขั้นตอนที่ 5: ตั้งค่าและโปรแกรมตู้ควบคุม
  7. ขั้นตอนที่ 6: ทดสอบระบบ (Testing & Commissioning)
  8. ขั้นตอนที่ 7: ส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้
  9. เจ้าของอาคารควรเตรียมอะไรบ้าง?
  10. สรุป
  11. คำถามที่พบบ่อย

ภาพรวม 7 ขั้นตอนการทำระบบ Fire Alarm

  1. สำรวจหน้างานและเก็บความต้องการ
  2. ออกแบบระบบและจัดทำแบบ
  3. เลือกอุปกรณ์และจัดทำใบเสนอราคา (BOQ)
  4. เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์
  5. ตั้งค่าและโปรแกรมตู้ควบคุม
  6. ทดสอบระบบ (Testing & Commissioning)
  7. ส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจหน้างานและเก็บความต้องการ

ทีมงานจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลที่มีผลต่อการออกแบบ เช่น ประเภทการใช้งานอาคาร จำนวนชั้นและพื้นที่ ความสูงฝ้า ลักษณะของแต่ละห้อง (ห้องครัว ห้องเครื่อง โกดัง ฯลฯ) ระบบเดิมที่มีอยู่ และข้อกำหนดของเจ้าของอาคารหรือโครงการ ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้เลือกชนิดระบบและอุปกรณ์ได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนที่ 2: ออกแบบระบบและจัดทำแบบ

  • เลือกชนิดระบบ Conventional หรือ Addressable ให้เหมาะกับขนาดอาคาร
  • กำหนดตำแหน่งและระยะห่างของอุปกรณ์ตรวจจับตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิต
  • วางตำแหน่งปุ่มกดแจ้งเหตุใกล้ทางออก และอุปกรณ์แจ้งเตือนให้ได้ยินหรือมองเห็นได้ทั่วพื้นที่
  • แบ่งโซนหรือ Loop กำหนดตำแหน่งตู้ควบคุม และแนวเดินสาย
  • คำนวณขนาดแบตเตอรี่สำรอง และกำหนดการเชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น Sprinkler ลิฟต์ พัดลมอัดอากาศ

ผลลัพธ์ของขั้นตอนนี้คือแบบสำหรับติดตั้ง (Shop Drawing) ที่ใช้เป็นแนวทางทำงานจริง

ขั้นตอนที่ 3: เลือกอุปกรณ์และจัดทำใบเสนอราคา (BOQ)

ใบเสนอราคาที่ดีควรแจกแจงยี่ห้อ รุ่น จำนวน และราคาของอุปกรณ์แต่ละรายการ รวมถึงค่าแรง งานเดินสาย งานทดสอบ และเอกสารส่งมอบ อุปกรณ์ควรได้มาตรฐาน เช่น UL หรือ FM (อ่านเพิ่มเติมที่ มาตรฐาน UL, FM และ NFPA 72) และต้องเข้ากันได้กับตู้ควบคุมที่เลือก

ขั้นตอนที่ 4: เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์

  • เดินท่อและสายตามแบบ ใช้ชนิดสายตามที่ผู้ออกแบบกำหนด เช่น สายทนไฟ (Fire Resistant Cable) สำหรับวงจรที่ต้องทำงานต่อเนื่องระหว่างเกิดเหตุ
  • ติดตั้งฐานและหัวตรวจจับ ปุ่มกดแจ้งเหตุ อุปกรณ์แจ้งเตือน และตู้ควบคุม
  • ต่อสายและทำเครื่องหมายระบุสายทุกเส้น เพื่อให้บำรุงรักษาได้ง่ายในอนาคต
  • ในอาคารที่เปิดใช้งานอยู่ ควรวางแผนแบ่งพื้นที่และควบคุมฝุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคาร

ขั้นตอนที่ 5: ตั้งค่าและโปรแกรมตู้ควบคุม

สำหรับระบบ Addressable ต้องกำหนดที่อยู่ให้อุปกรณ์ทุกตัว ตั้งชื่อตำแหน่งให้อ่านเข้าใจง่าย เช่น “ชั้น 2 ห้องเก็บเอกสาร” และกำหนดการสั่งงาน (Cause and Effect) เช่น เมื่อเกิดเหตุที่ชั้นใดให้สั่งพัดลมหยุดทำงานหรือสั่งลิฟต์ลงชั้นที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 6: ทดสอบระบบ (Testing & Commissioning)

  • ทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับและปุ่มกดแจ้งเหตุ ทุกจุด ว่าส่งสัญญาณและตู้แสดงตำแหน่งถูกต้อง
  • ตรวจว่าเสียงเตือนดังเพียงพอและไฟกะพริบมองเห็นได้ในทุกพื้นที่
  • จำลองความผิดปกติ เช่น สายขาด หรือไฟหลักดับ เพื่อตรวจว่าตู้แจ้ง Trouble และสลับไปใช้แบตเตอรี่สำรองได้
  • ทดสอบการสั่งงานระบบที่เชื่อมต่อทั้งหมด และบันทึกผลการทดสอบทุกรายการ

ขั้นตอนที่ 7: ส่งมอบงานและอบรมผู้ใช้

  • แบบติดตั้งจริง (As-built Drawing) และรายงานผลการทดสอบ
  • คู่มือการใช้งานตู้ควบคุมและเอกสารรับประกัน
  • อบรมเจ้าหน้าที่อาคารให้อ่านสถานะตู้ และใช้ปุ่มรับทราบ ปิดเสียง และรีเซ็ตได้อย่างถูกต้อง
  • แผนการบำรุงรักษาตามรอบ อ่านแนวทางได้ที่ เช็กลิสต์บำรุงรักษาระบบ Fire Alarm

เจ้าของอาคารควรเตรียมอะไรบ้าง?

  • แบบแปลนอาคาร (ถ้ามี) และข้อมูลการใช้งานของแต่ละพื้นที่
  • ข้อกำหนดของโครงการ เช่น มาตรฐานหรือยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต้องการ
  • ช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้ และผู้ประสานงานฝั่งอาคาร
  • ข้อมูลระบบอื่นที่ต้องเชื่อมต่อ เช่น ลิฟต์ ระบบปรับอากาศ หรือระบบดับเพลิง

สรุป

ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่เชื่อถือได้เกิดจากกระบวนการที่ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง ทดสอบ จนถึงส่งมอบ Safety Fire รับออกแบบ ติดตั้ง และวางระบบ Fire Alarm โดยทีมงานประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ดูตัวอย่างงานได้ที่ ผลงานโครงการ หรือติดต่อทีมงานเพื่อนัดสำรวจหน้างาน

คำถามที่พบบ่อย

ติดตั้งระบบ Fire Alarm ใช้เวลานานแค่ไหน?

ขึ้นกับขนาดอาคารและความซับซ้อนของงาน อาคารขนาดเล็กอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ส่วนโครงการขนาดใหญ่อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หลังสำรวจหน้างานแล้วผู้ติดตั้งจะประเมินระยะเวลาได้ชัดเจนขึ้น

ติดตั้งระบบในอาคารที่เปิดใช้งานอยู่ได้ไหม?

ได้ โดยวางแผนแบ่งพื้นที่ทำงาน เข้าทำงานนอกเวลาทำการในจุดที่จำเป็น และควบคุมฝุ่นหรือเสียงรบกวน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ระหว่างติดตั้ง

ระบบ Fire Alarm ต้องใช้สายไฟชนิดพิเศษไหม?

ขึ้นกับมาตรฐานและการออกแบบ วงจรที่ต้องทำงานต่อเนื่องระหว่างเกิดเพลิงไหม้มักกำหนดให้ใช้สายทนไฟ (Fire Resistant Cable) ผู้ออกแบบจะระบุชนิดสายให้เหมาะกับแต่ละวงจร

ทีมงาน Safety Fire ผู้จำหน่ายและให้บริการออกแบบ ติดตั้ง ดูแลระบบ Fire Alarm โดยทีมงานประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี · อัปเดต 22 กันยายน 2569
แชร์บทความนี้
Related Articles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมช่างทำงานติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ในอาคาร ออกแบบและติดตั้ง อ่าน 4 นาที

ราคาติดตั้งระบบ Fire Alarm ขึ้นอยู่กับอะไร? 8 ปัจจัยที่มีผลต่องบประมาณ

สรุป 8 ปัจจัยที่มีผลต่อราคาติดตั้งระบบ Fire Alarm ทั้งขนาดอาคาร ชนิดระบบ จำนวนอุปกรณ์ มาตรฐาน และงานเดินสาย พร้อมเคล็ดลับขอใบเสนอราคาให้เปรียบเทียบได้ชัดเจน อ่านต่อ
ตู้ควบคุมระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ติดตั้งในอาคาร พื้นฐานระบบ อ่าน 4 นาที

Conventional กับ Addressable Fire Alarm ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับอาคาร

เปรียบเทียบระบบ Fire Alarm แบบ Conventional และ Addressable ทั้งการระบุตำแหน่งเหตุ การเดินสาย ค่าใช้จ่าย และขนาดอาคารที่เหมาะสม พร้อมตารางสรุปช่วยตัดสินใจ อ่านต่อ
อุปกรณ์ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้วางบนแบบแปลนอาคาร มาตรฐาน อ่าน 4 นาที

มาตรฐาน UL, FM และ NFPA 72 คืออะไร? ทำไมอุปกรณ์ Fire Alarm ควรผ่านมาตรฐาน

UL Listed, FM Approved และ NFPA 72 คืออะไร ต่างกันอย่างไร และตรวจสอบอย่างไรว่าอุปกรณ์ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ผ่านมาตรฐานจริง พร้อมตารางเปรียบเทียบ อ่านต่อ
ติดต่อทีมงาน

ต้องการคำแนะนำเรื่องระบบ Fire Alarm?

สอบถามราคา ขอใบเสนอราคา หรือปรึกษาการออกแบบ ติดตั้ง และดูแลระบบกับทีมงาน Safety Fire ได้ทันที