ระบบ Fire Alarm คืออะไร?
ระบบ Fire Alarm หรือ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ คือระบบที่ทำหน้าที่ “เฝ้าระวัง” อาคารตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อตรวจพบสัญญาณของเพลิงไหม้ เช่น ควัน ความร้อน หรือเปลวไฟ หรือเมื่อมีคนกดปุ่มแจ้งเหตุ ระบบจะส่งเสียงและแสงเตือนให้ทุกคนในอาคารรู้ตัวทันที
เป้าหมายหลักของระบบคือ ซื้อเวลาให้คนอพยพได้ปลอดภัย ตั้งแต่ไฟยังลุกไม่มาก และช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุได้เร็ว ซึ่งช่วยลดทั้งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ระบบ Fire Alarm ทำหน้าที่ “ตรวจจับและแจ้งเตือน” ไม่ได้ดับไฟเอง งานดับไฟเป็นหน้าที่ของระบบดับเพลิง เช่น Sprinkler หรือถังดับเพลิง ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบ Fire Alarm ได้
ส่วนประกอบหลักของระบบ Fire Alarm มีอะไรบ้าง?
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าไปจนถึงโรงงาน มีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน
1. อุปกรณ์เริ่มสัญญาณ (Initiating Devices)
อุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณเข้าสู่ระบบเมื่อพบเหตุ แบ่งเป็นแบบอัตโนมัติและแบบใช้คนกด
- Smoke Detector ตรวจจับควัน เหมาะกับพื้นที่ทั่วไป เช่น ห้องทำงาน ทางเดิน ห้องพัก
- Heat Detector ตรวจจับความร้อน เหมาะกับพื้นที่ที่มีควันหรือไอน้ำตามปกติ เช่น ห้องครัว
- Beam Detector ใช้ลำแสงตรวจจับควันในพื้นที่กว้างและเพดานสูง เช่น โกดังสินค้า
- Manual Call Point / Pull Station ปุ่มหรือคันโยกให้คนที่พบเหตุกดแจ้งด้วยตัวเอง มักติดตั้งใกล้ทางออก
อ่านรายละเอียดการเลือกอุปกรณ์ตรวจจับแต่ละชนิดได้ที่บทความ Smoke, Heat และ Beam Detector ต่างกันอย่างไร
2. ตู้ควบคุม (Fire Alarm Control Panel – FACP)
ตู้ควบคุมคือ “สมอง” ของระบบ ทำหน้าที่รับสัญญาณจากอุปกรณ์ทุกตัว แสดงตำแหน่งที่เกิดเหตุ สั่งให้อุปกรณ์แจ้งเตือนทำงาน และคอยตรวจสอบความผิดปกติของสายและอุปกรณ์ตลอดเวลา หากสายขาดหรือแบตเตอรี่อ่อน ตู้จะแจ้งสถานะ Trouble ให้ทราบ
3. อุปกรณ์แจ้งเตือน (Notification Appliances)
อุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณให้คนในอาคารรับรู้ เช่น กระดิ่งแจ้งเหตุ (Alarm Bell) ไซเรนหรือ Horn ไฟกะพริบ (Strobe) สำหรับพื้นที่เสียงดังหรือผู้บกพร่องทางการได้ยิน และลำโพงประกาศเสียงอพยพในอาคารขนาดใหญ่
4. แหล่งจ่ายไฟหลักและไฟสำรอง
ระบบใช้ไฟฟ้าจากอาคารเป็นแหล่งจ่ายหลัก และมีแบตเตอรี่สำรองในตู้ควบคุม เพื่อให้ยังเฝ้าระวังและแจ้งเหตุได้แม้ไฟฟ้าดับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เพลิงไหม้มักเกิดขึ้นได้
ระบบ Fire Alarm ทำงานอย่างไร?
ลำดับการทำงานของระบบเมื่อเกิดเหตุ โดยทั่วไปมีดังนี้
- ตรวจพบเหตุ – Detector ตรวจพบควันหรือความร้อน หรือมีคนกดปุ่มแจ้งเหตุ
- ส่งสัญญาณไปยังตู้ควบคุม – ตู้รับสัญญาณและระบุว่าเหตุเกิดที่โซนหรืออุปกรณ์ตัวไหน
- สั่งแจ้งเตือน – ตู้สั่งให้กระดิ่ง ไซเรน และไฟกะพริบทำงาน
- สั่งงานระบบที่เกี่ยวข้อง – เช่น หยุดพัดลมระบายอากาศ สั่งลิฟต์ลงชั้นที่กำหนด หรือปลดล็อกประตูทางหนีไฟ (ขึ้นกับการออกแบบ)
- อพยพและตรวจสอบ – คนในอาคารอพยพตามแผน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ
- รีเซ็ตระบบ – เมื่อเหตุการณ์ปลอดภัยและแก้ไขต้นเหตุแล้ว จึงรีเซ็ตตู้ควบคุมให้กลับสู่สถานะปกติ
ทำไมอาคารต้องมีระบบ Fire Alarm?
- ปกป้องชีวิต – การรู้ตัวเร็วคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการอพยพให้ทัน โดยเฉพาะเหตุที่เกิดตอนกลางคืน
- ลดความเสียหายต่อทรัพย์สิน – เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุได้ตั้งแต่ไฟยังเล็ก
- เป็นไปตามข้อกำหนด – อาคารหลายประเภท เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ โรงงาน และสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก มีข้อกำหนดให้ต้องติดตั้ง ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่ใช้กับอาคารของคุณกับผู้ออกแบบหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เงื่อนไขประกันภัย – บริษัทประกันภัยหลายแห่งพิจารณาระบบป้องกันอัคคีภัยประกอบการรับประกัน
ระบบ Fire Alarm มีกี่แบบ?
ระบบที่ใช้กันทั่วไปมี 2 แบบหลัก คือ Conventional ที่แบ่งอุปกรณ์เป็นโซนและบอกตำแหน่งได้ระดับโซน กับ Addressable ที่อุปกรณ์ทุกตัวมีที่อยู่ของตัวเองและบอกตำแหน่งได้ถึงอุปกรณ์แต่ละตัว การเลือกขึ้นกับขนาดอาคารและงบประมาณ อ่านการเปรียบเทียบแบบละเอียดได้ที่ Conventional กับ Addressable ต่างกันอย่างไร
สรุป
ระบบ Fire Alarm คือด่านแรกของความปลอดภัยจากอัคคีภัย ระบบที่ดีต้องเริ่มจากการออกแบบที่เหมาะกับอาคาร เลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ติดตั้งโดยผู้ชำนาญ และ ตรวจเช็คบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการคำแนะนำสำหรับอาคารของคุณ สามารถดู สินค้าและบริการของ Safety Fire หรือติดต่อทีมงานได้ทันที