Smoke Detector (อุปกรณ์ตรวจจับควัน) ทำงานอย่างไร?
Smoke Detector ที่ใช้ในระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ส่วนใหญ่เป็นแบบ Photoelectric ภายในมีแหล่งกำเนิดแสงและตัวรับแสงอยู่ในห้องตรวจจับ เมื่อควันลอยเข้ามา อนุภาคควันจะทำให้แสงหักเหไปกระทบตัวรับแสง อุปกรณ์จึงส่งสัญญาณเตือน
เพราะควันมักเกิดขึ้นก่อนที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นมาก Smoke Detector จึงเป็นอุปกรณ์ที่ แจ้งเตือนได้เร็วที่สุด ในพื้นที่ทั่วไป
- เหมาะกับ – ห้องทำงาน ห้องประชุม ทางเดิน ห้องพักโรงแรม ห้องนอน ห้องเก็บเอกสาร ห้องควบคุมไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ควรหลีกเลี่ยง – ห้องครัว ห้องน้ำ พื้นที่มีฝุ่นมาก พื้นที่ที่มีไอน้ำหรือควันจากการทำงานตามปกติ และตำแหน่งใกล้ช่องลมแอร์
Heat Detector (อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน) มีกี่แบบ?
Heat Detector ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แบ่งเป็น 2 หลักการที่นิยมใช้
- Fixed Temperature (อุณหภูมิคงที่) – แจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิถึงค่าที่กำหนด เช่น รุ่นที่ใช้ทั่วไปตั้งไว้ราว 57–58 °C
- Rate of Rise (อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ) – แจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเร็วผิดปกติ แม้ยังไม่ถึงค่าที่กำหนด
หลายรุ่นรวมทั้งสองหลักการไว้ในตัวเดียว Heat Detector แจ้งเตือนช้ากว่า Smoke Detector แต่ทนต่อควันและไอน้ำจากการใช้งานปกติได้ดี จึงช่วยลดการแจ้งเตือนผิดพลาด
- เหมาะกับ – ห้องครัว ที่จอดรถ ห้องเครื่องปั่นไฟ ห้องบอยเลอร์ โรงงานที่มีฝุ่นหรือไอระเหย
- ไม่ควรใช้แทน Smoke Detector – ในห้องนอนหรือพื้นที่ที่ต้องการการแจ้งเตือนเร็วเพื่อความปลอดภัยของชีวิต
Beam Detector เหมาะกับพื้นที่แบบไหน?
Beam Detector ประกอบด้วยตัวส่งและตัวรับลำแสง (หรือตัวส่งกับแผ่นสะท้อนแสง) ติดตั้งคนละฝั่งของพื้นที่ เมื่อควันลอยขึ้นไปบังลำแสงจนความเข้มของแสงลดลงถึงระดับที่กำหนด อุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือน
- เหมาะกับ – โกดังสินค้า โรงงาน โถงอาคาร ห้องประชุมใหญ่ โรงยิม และพื้นที่เพดานสูงที่ติดตั้งและบำรุงรักษาหัวตรวจจับแบบจุดได้ยาก
- ข้อควรระวัง – ต้องติดตั้งบนโครงสร้างที่มั่นคงเพื่อไม่ให้ลำแสงเคลื่อน และต้องไม่มีสิ่งกีดขวางแนวลำแสง เช่น ชั้นวางสินค้าหรือเครนที่เคลื่อนผ่าน
Flame Detector และอุปกรณ์เฉพาะทางอื่นๆ
- Flame Detector – ตรวจจับรังสี UV หรือ IR จากเปลวไฟ ใช้ในพื้นที่เสี่ยงพิเศษ เช่น พื้นที่เก็บเชื้อเพลิง สารไวไฟ หรือโรงงานเคมี
- Multi-Criteria Detector – รวมการตรวจจับควันและความร้อนไว้ในตัวเดียว ช่วยให้ตัดสินใจแม่นยำขึ้นในพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงบ่อย
- Duct Smoke Detector – ติดตั้งในท่อลมของระบบปรับอากาศ เพื่อตรวจจับควันที่อาจถูกพัดพาไปทั่วอาคาร
- Aspirating Smoke Detector – ดูดอากาศผ่านท่อมาตรวจวิเคราะห์ ตรวจจับควันได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เหมาะกับห้องเซิร์ฟเวอร์หรือพื้นที่เพดานสูงบางประเภท
ตารางสรุป: เลือก Detector ให้เหมาะกับพื้นที่
| พื้นที่ | อุปกรณ์ที่แนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ห้องทำงาน ทางเดิน ห้องพัก | Smoke Detector | แจ้งเตือนเร็ว เหมาะกับพื้นที่ทั่วไป |
| ห้องครัว ห้องที่มีไอน้ำ | Heat Detector | ไม่ไวต่อควันและไอน้ำจากการใช้งาน ลด False Alarm |
| ที่จอดรถ ห้องเครื่อง | Heat Detector | ทนต่อไอเสียและฝุ่น |
| โกดัง โรงงาน โถงเพดานสูง | Beam Detector | ครอบคลุมพื้นที่กว้างด้วยอุปกรณ์น้อยชิ้น |
| พื้นที่เก็บเชื้อเพลิงหรือสารไวไฟ | Flame Detector | ตรวจจับเปลวไฟได้เร็วในพื้นที่เสี่ยงสูง |
| ห้องเซิร์ฟเวอร์ ห้องควบคุม | Smoke Detector หรือ Aspirating | ต้องการการแจ้งเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น |
ข้อควรระวังในการติดตั้ง Detector
- วางตำแหน่งและระยะห่างตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิต ไม่ติดชิดมุมห้องที่อากาศไม่ไหลเวียน
- หลีกเลี่ยงตำแหน่งใกล้ช่องลมแอร์ พัดลม หรือหน้าต่างที่ลมแรง เพราะควันอาจไม่ลอยไปถึงหัวตรวจจับ
- เลือกอุปกรณ์ที่เข้ากันได้กับตู้ควบคุม โดยเฉพาะระบบ Addressable
- ระหว่างมีงานก่อสร้างหรือตกแต่งภายใน ควรปิดครอบหัวตรวจจับกันฝุ่น และ ต้องถอดฝาครอบออกทุกครั้งเมื่องานเสร็จ
- ตรวจเช็คและทำความสะอาดตามรอบ เพื่อลดปัญหา Fire Alarm ดังเองบ่อย
สรุป
ไม่มี Detector ชนิดใดที่เหมาะกับทุกพื้นที่ การเลือกให้ตรงกับลักษณะการใช้งานของแต่ละห้องคือหัวใจของระบบที่แจ้งเหตุได้เร็วและเชื่อถือได้ Safety Fire มีอุปกรณ์ตรวจจับหลายชนิดจากแบรนด์มาตรฐานสากล ดูรายการได้ที่ สินค้าและบริการ หรือปรึกษาทีมงานเพื่อเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับอาคารของคุณ